สายอีสานวางแผนรอเลย เทงบ 2.7 พันล้าน บนเนื้อที่กว่า 2 พันไร่ เนรมิต”นิคมอุบลฯ” เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน

เมืองหลวง อาจเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ที่ต้องการค้นหาความหมายของชีวิต ด้วยการทำงานเก็บเงิน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเป็นที่ที่มีงานให้ทำบวกกับเงินเดือนที่มากกว่า ถ้าเทียบกับการทำงานในต่างจังหวัด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์รวมของทุกๆ อย่าง จึงทำให้เมื่อถึงจุดหนึ่ง และในขณะเดียวกันหลายคนหันมาถามตัวเองว่า ‘นี่ชีวิตเราดีขึ้นจริงๆ แล้วหรือยัง’ คุณกำลังไม่มีความสุขในชีวิตหรือป่าว ซึ่งถ้าย้อนกลับได้ เรายังจะเลือกที่จะมาทำงานในกรุงเทพฯ อยู่อีกไหม หรือจะอยู่ที่ต่างจังหวัด แล้วคุณภาพชีวิตของเราจะดี

วันนี้ทางทีมงานเราขอแนะนำโรงงานเปิดใหม่ในภาคอีสาน ที่เตรียมจะสร้างขึ้นเพื่อหวังปักธงแจ้งเกิดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายรองรับเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน ใน จ.อุบลราชธานี กับเนื้อที่กว้างกว่า 2.3 พันไร่ เผื่อใครอยากกลับไปทำงานแถวบ้านเกิด ประหยัดทั้งค่ากิน ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่ต้องขึ้นมาเสี่ยงโชคที่กรุงเทพ

ซึ่งเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2561 นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง 2 หรือ อีสานใต้ (จ.อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ) ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จ.อุบลราชธานี หนึ่งในโครงการสำคัญที่ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐช่วยผลักดันเป็นโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ ต.นากระแซง และ ต.ทุ่งเทิง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ขนาดพื้นที่ 2,300 ไร่ เพื่อสร้างฐานการผลิตเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน CLMV และเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าในระดับนานาชาติ มีโครงการรถไฟทางคู่และท่าอากาศยานอุบลราชธานีที่สามารถเชื่อมโยงการค้าใน 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน

ล่าสุด การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวถือว่ามีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดย บริษัท อุบลราชธานีอินดัสตรี้ จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินโครงการ ได้ดึงพันธมิตรจากญี่ปุ่น 3 ราย ได้แก่ บริษัท ไคไก แอดไวซอรี่ จำกัด, บริษัท เวลเนสไลฟ์โปรเจ็ค (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท เอเชี่ยนไดนามิค คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ร่วมจัดตั้งนิคมฯ ด้วยงบการลงทุนกว่า 2,700 ล้านบาท

นายณัฐวัฒน์ เลิศสุรวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุบลราชธานีอินดัสตรี้ จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมขึ้นเป็นแห่งแรกใน จ.อุบลราชธานี ไปแล้ว ตามแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2563 กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2565

สำหรับนิคมฯ แห่งนี้ จะใช้เงินลงทุนพัฒนาราว 2,700 ล้านบาท บนเนื้อที่ 2,300 ไร่ เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐพยายามผลักดันให้เกิดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป, อุตสาหกรรมเทคโนชีวภาพ, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวข้ามแดน, อุตสาหกรรมการบริการ, อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ, อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการเกษตร, อุตสาหกรรมเครื่องมือและยานยนต์ที่ใช้ในการเกษตร เป็นต้น

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขอปรับเปลี่ยนผังเมืองการใช้ประโยชน์ที่ดินจากสีเขียวเป็นสีม่วงกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ควบคู่กับการจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และหลังจากนั้นจะยื่นเรื่องไปยังการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อจัดตั้งเป็นนิคมร่วมดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ นิคมฯ ดังกล่าวยังจะเป็นฐานการเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมมรกต (กัมพูชา, สปป.ลาว และเวียดนาม) ที่นักลงทุนต่าง ๆ จะสามารถกระจายสินค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างสะดวก เนื่องจาก จ.อุบลราชธานี นั้น เป็นหนึ่งในจังหวัดเขตอีสานใต้ที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพ มีประชากรกว่า 1.8 ล้านคน และหากรวมกับจังหวัดในอีสานใต้จะมีประชากรกว่า 10 ล้านคน

“การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานีขึ้น นอกจากจะเป็นการยกระดับ จ.อุบลราชธานี ให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องข้างต้นแล้ว นิคมฯ แห่งนี้ยังมีบทบาทในฐานะเป็นศูนย์กลางของระบบโลจิสติกส์อันทันสมัย ที่พรั่งพร้อมไปด้วยพื้นที่เชิงพาณิชย์และแหล่งรวบรวมนวัตกรรมใหม่ ๆ จากผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอีกด้วย”

นายณัฐวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น การร่วมลงทุนโดยตรงจากบริษัทภายในและต่างประเทศ จึงถือเป็นโครงการตัวอย่างในการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง เพราะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจภายในท้องถิ่น กระตุ้นการจ้างงาน และรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ที่สามารถสร้างมูลค่าการลงทุนให้กับภูมิภาคได้อีกเป็นจำนวนมาก

โดยเชื่อว่าภายหลังการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานีขึ้นมา จะกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในเขตนี้ไม่ตํ่ากว่า 20,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการสร้างงานราว 20,000 อัตรา ได้ภายในปี 2565

ขอบคุณที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,460 วันที่ 11-13 เมษายน 2562, thansettakij, perdpong

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *